รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลงพื้นที่ติดตามตรวจเครื่องวัดปริมาณน้ำฝน ณ บ้านเมืองปอน อำเภอขุนยวม เพื่อให้สามารถใช้แจ้งเตือนภัยล่วงหน้าแก่ประชาชนได้อย่างทันท่วงที เน้นย้ำในการเตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม พร้อมทั้งให้มีการรายงานปริมาณน้ำฝนในทุกวัน เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ และแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลงพื้นที่ติดตามตรวจเครื่องวัดปริมาณน้ำฝน ณ บ้านเมืองปอน หมู่ 1 ตำบลเมืองปอน อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมี นายวฤทธิ์ชาติ ปาณชู นายอำเภอขุนยวม หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัดและระดับอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ติดตามเพื่อให้สามารถใช้แจ้งเตือนภัยล่วงหน้าแก่ประชาชนได้อย่างทันท่วงที
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์สถานการณ์สภาพอากาศ และการชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ระหว่างวันที่ 1 – 7 ก.ค. 2569 จะมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความชื้นในดินที่สะสมสูง ทำให้ในวันที่ 4 ก.ค. 2569 มีพื้นที่เสี่ยงมาก ได้แก่ อ.แม่ลาน้อย, อ.แม่สะเรียง, อ.สบเมย วันที่ 5 ก.ค. 2569 มีพื้นที่เสี่ยงมาก ได้แก่ อ.แม่สะเรียง, อ.สบเมย วันที่ 6 ก.ค. 2569 มีพื้นที่เสี่ยงมาก ได้แก่ อ.ขุนยวม, อ.แม่สะเรียง, อ.สบเมย และวันที่ 7 ก.ค. 2569 มีพื้นที่เสี่ยงมาก ได้แก่ อ.ปาย, อ.ปางมะผ้า, อ.เมืองแม่ฮ่องสอน, อ.แม่ลาน้อย, อ.แม่สะเรียง, อ.สบเมย
ซึ่งในการประชุมคณะทำงานวิเคราะห์ และติดตามสถานการณ์การป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มจังหวัดแม่ฮ่องสอน ปี 2569 ครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ทางด้าน รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้มีข้อสั่งการให้ทุกอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม พร้อมทั้งให้มีการรายงานปริมาณน้ำฝนในทุกวัน เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ และแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
นอกจากนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังได้สั่งการให้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันแก้ไขปัญหาดินโคลนถล่ม โดยให้มีการเตรียมความพร้อมทั้งกำลังคน เครื่องมือ เครื่องจักร และให้ดำรงการสื่อสารตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว และลดผลกระทบความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน